
ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลาดแรงงานเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด การเปลี่ยนงานไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป แต่กลับเป็นบันไดสู่โอกาสและความก้าวหน้าในอาชีพของผู้คนยุคใหม่ โดยเฉพาะช่วงปลายปีมักเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเริ่มประเมินเส้นทางอาชีพของตัวเอง บางคนตั้งใจเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า บางคนอยากได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถ และบางคนมองหาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น
คุณเคยถามตัวเองไหมว่า เงินเดือนและสวัสดิการที่คุณได้รับในปัจจุบันนั้นเหมาะสมกับทักษะ ประสบการณ์ และความทุ่มเทที่คุณมอบให้บริษัทอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง? หรือเคยรู้สึกไหมว่า ทำไมความสามารถของคุณถึงถูกตีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง? นั่นเป็นเพราะการเจรจาไม่ใช่แค่การ ‘ต่อรอง’ แต่เป็นการ ‘ยืนยันคุณค่า’ ที่คุณมี ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่หลายคนมองข้ามไป
บทความนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คู่มือ แต่คือแผนที่สู่ความสำเร็จในการเจรจาค่าตอบแทนสำหรับปี 2026 โดยเราจะพาคุณไปสำรวจตั้งแต่การเตรียมตัวเพื่อประเมินคุณค่าของตัวเองอย่างเป็นกลาง ไปจนถึงเทคนิคการเจรจาที่สร้างความประทับใจให้กับบริษัทใหม่ และข้อผิดพลาดที่คุณไม่ควรกระทำ เพื่อให้คุณได้แพ็กเกจที่คุ้มค่ากับความสามารถได้อย่างมั่นใจและชาญฉลาด
เทรนด์ค่าตอบแทนและสวัสดิการในปี 2026
สำหรับเทรนด์ค่าตอบแทนและสวัสดิการในปี 2026 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งทำให้องค์กรและพนักงานมองหาความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวมากขึ้น
1. เงินเดือนยังคงปรับขึ้น แต่แข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ดิจิทัล, พลังงานสะอาด, โลจิสติกส์, เซมิคอนดักเตอร์, การแพทย์และสุขภาพ มีแนวโน้มเสนอเงินเดือนสูงกว่าตลาด ในขณะเดียวกันการแข่งขันในตำแหน่งยอดนิยม เช่น Data Analyst, Digital Marketing, Software Engineer ทำให้ผู้สมัครต้องมีพอร์ตและประสบการณ์จริง เพื่อสร้างความแตกต่าง
2. สวัสดิการไม่ใช่แค่ “เสริม” แต่เป็น “ตัวตัดสินใจ” พนักงานยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์มากกว่าแค่ตัวเลขเงินเดือน เช่น
Work-life balance และรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น Hybrid / Remote work เป็นต้น
สวัสดิการ ประกันสุขภาพ / Mental health support / Wellness benefits (Fitness, Wellness leave, วันลาพิเศษ)
ส่งเสริมการเรียนรู้หรือฝึกอบรมTraining budget / Upskilling courses
3. Pay Transparency เริ่มกลายเป็นมาตรฐาน หลายบริษัทเริ่มเปิดเผยช่วงเงินเดือนในประกาศรับสมัครงาน เพื่อสร้างความโปร่งใสและดึงดูดผู้สมัครที่ตรงกลุ่ม ทำให้ผู้สมัครมี ข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน ในการเจรจา
เงินเดือนและสวัสดิการ: เจรจาอย่างไรให้ได้มากกว่าที่คิด
ทำไมการเจรจาจึงสำคัญ
การเจรจาเงินเดือนและสวัสดิการเป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งรายได้ระยะยาวและความพึงพอใจในการทำงาน เพราะเป็นการกำหนด “มูลค่า” ของตัวคุณในสายตาบริษัท การพูดคุยอย่างมืออาชีพไม่เพียงช่วยให้คุณได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม แต่ยังสร้างความมั่นใจและภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะคนทำงานที่รู้จักคุณค่าของตนเองอีกด้วย
• ถ้าเจรจาไม่เป็นอาจพลาดโอกาสได้เงินเดือนที่สูงขึ้น 10–20% จากที่ตั้งใจ
• การต่อรองสวัสดิการ เช่น วันลาพิเศษ, เวลาการทำงานยืดหยุ่น, หรือการสนับสนุนด้านการศึกษา สามารถเพิ่ม “มูลค่า” โดยรวมได้หลายหมื่นบาทต่อปี
• การเจรจาที่ดีแสดงถึง ความมั่นใจและความเป็นมืออาชีพ ของผู้สมัคร
การเตรียมตัวก่อนการเจรจา
1. ศึกษาข้อมูลเงินเดือนในตลาด ใช้เว็บไซต์หางาน, รายงานเงินเดือนประจำปีของบริษัทจัดหางานต่างๆ (เช่น Michael Page, Robert Walters, Adecco, Personnel Consultant) แล้วนำมาเปรียบเทียบช่วงเงินเดือนในตำแหน่งเดียวกัน และปัจจัยที่ต้องพิจารณา เช่น อุตสาหกรรม, ขนาดบริษัท, ระดับตำแหน่ง, ประสบการณ์, และทักษะพิเศษ โดยอาจทำตารางเปรียบเทียบ (Expected Salary vs Market Rate)เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
2. ประเมินคุณค่าของตัวเอง อาจจะถามตัวเองว่า
• คุณมีทักษะเฉพาะทาง (Hard Skills) ที่ตลาดกำลังขาดหรือต้องการไม่? รวมถึง Soft Skills ที่โดดเด่นของคุณ
• คุณมีผลงานชัดเจนให้เห็นเป็นรูปธรรม (ตัวเลข, เปอร์เซ็นต์) ให้บริษัทเก่าหรือไม่? เช่น “ลดค่าใช้จ่าย 15%” “เพิ่มยอดขาย 20%”
• คุณมีภาษาที่สองหรือสาม (เช่น ญี่ปุ่น จีน) ที่เป็น Rare Skill หรือไม่?
3. ตั้งช่วงเงินเดือน ไม่ใช่ตัวเลขเดียว ให้ตั้งช่วงเงินเดือนที่ยอมรับได้ (Min-Max) จะช่วยให้การเจรจามีความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้บริษัทเสนอข้อเสนออื่นๆ ได้ เช่น โบนัส, WFH, หรืองบ Training เป็นต้น นอกจากเงินเดือนแล้ว ให้จัดลำดับความสำคัญของสวัสดิการ (เช่น โบนัส, วันลา, ประกันสุขภาพ, ค่าเดินทาง, สิทธิพิเศษอื่นๆ)
ตัวอย่าง: ถ้าคุณตั้งใจได้ 60,000 บาท ให้ตั้งช่วงไว้ที่ 58,000–65,000 บาท
4. เตรียมแผนสำรอง ถ้าบริษัทไม่สามารถให้เงินเดือนตามที่ต้องการ คุณยอมรับข้อเสนอแบบอื่นได้ไหม เช่น โบนัสประจำปี, วันลาพิเศษ, งบเรียนภาษา, หุ้นพนักงาน ดังนั้นการมี Plan B ทำให้คุณไม่เสียโอกาส
เทคนิคการเจรจาเงินเดือน “การสื่อสารคืออาวุธที่ทรงพลัง”
1.เลือกเวลาที่เหมาะสม รอให้ถูกจังหวะ ต้องรู้เมื่อไหร่ที่ควรเริ่มคุย อย่ารีบพูดเรื่องเงินเดือนในช่วงแรกของการสัมภาษณ์ เว้นแต่ HR เป็นฝ่ายถาม ให้รอจนกว่าบริษัทแสดงความสนใจในตัวคุณอย่างจริงจัง
2.ใช้ภาษาเชิงบวกและเป็นมืออาชีพ สร้างความประทับใจตั้งแต่ต้น เน้นย้ำว่าคุณจะสร้างประโยชน์อะไรให้กับบริษัท ไม่ใช่แค่ต้องการเงินเดือนที่สูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าคุณต้องการร่วมงานกับบริษัทจริงๆ และมองหาความสัมพันธ์ที่ Win-Win รวมถึงการรักษามารยาท หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเชิงลบกับบริษัทเก่า และใช้โทนสุภาพ แม้จะเป็นการต่อรอง
เช่น แทนที่จะพูดว่า “ผมต้องการอย่างน้อย 70,000 บาท” ลองพูดว่า “จากข้อมูลตลาดและประสบการณ์ของผม ผมมองว่าช่วงเงินเดือนที่เหมาะสมคือ 65,000–75,000 บาทครับ”
3.การเจรจาขั้นสุดท้ายเมื่อได้รับข้อเสนอ (Offer) หากข้อเสนอต่ำกว่าที่คาดหวัง ให้แสดงความขอบคุณก่อน จากนั้นค่อยๆ เจรจาอย่างสุภาพ โดยอ้างอิงจากความสามารถและคุณค่าที่คุณจะนำมาสู่องค์กร หรือยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจอื่นๆ หากบริษัทไม่สามารถเพิ่มเงินเดือนได้ ลองเจรจาต่อรองในส่วนของสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ แทน เช่น โบนัส, วันหยุด, Work-from-home policy
ตัวอย่างประโยคการเจรจาต่อรองเงินเดือน
• “จากการสำรวจตลาด ผม/ดิฉัน เห็นว่าตำแหน่งนี้ในอุตสาหกรรมเดียวกันมีช่วงเงินเดือนอยู่ที่ 55,000–65,000 บาท และด้วยประสบการณ์ของผม/ดิฉัน ผม/ดิฉันจึงคิดว่าช่วงนี้เหมาะสมครับ/ค่ะ”
• “ถ้าไม่สามารถปรับเงินเดือนได้ตามที่พูดคุยกัน ดิฉันอยากสอบถามว่าสามารถเพิ่มเติมในส่วนของ Training หรือ Bonus ได้หรือไม่ค่ะ”
• “สิ่งที่ผม/ดิฉัน ให้ความสำคัญคือ ทั้งค่าตอบแทนและการพัฒนาทักษะ ผมอยากมั่นใจว่างานนี้ช่วยให้ผม/ดิฉัน เติบโตได้ในระยะยาวครับ/ค่ะ”
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงและควรระวัง
1.อย่าโกหกเงินเดือนปัจจุบันเด็ดขาด เนื่องจากข้อมูลนี้บริษัทสามารถตรวจสอบได้และสิ่งนี้จะทำให้คุณเสียความน่าเชื่อถือทันที รวมถึงอย่าเรียกเงินเดือนสูงเกินความเป็นจริง เพราะอาจถูกมองว่าไม่เข้าใจตลาด
2.อย่าใช้ข้อเสนอจากบริษัทอื่นเป็นเครื่องมือ(ต่อรอง) แนะนำให้นำมาใช้เป็นเพียงตัวอย่างในการเปรียบเทียบเท่านั้น
3.อย่ามองข้ามสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, วันลาพักร้อน, โบนัส, และสิทธิประโยชน์อื่นๆ มีมูลค่าไม่ต่างจากเงินสด รวมถึง เรื่องวัฒนธรรมองค์กรและโอกาสการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่แค่แพ็กเกจเริ่มต้น
4.อย่ารับข้อเสนอทันที ควรขอเวลาคิดทบทวน 1–2 วัน เพื่อพิจารณาข้อเสนอทั้งหมดอย่างรอบคอบ
การเปลี่ยนงานในปี 2026 จะไม่ใช่แค่เรื่อง “ได้เงินเดือนเพิ่ม” อีกต่อไป แต่คือการมองหา ความสมดุลระหว่างค่าตอบแทน สวัสดิการ และการเติบโตในอาชีพ การเจรจาที่ดีไม่ใช่การเอาชนะหรือการต่อสู้ แต่เป็นการสื่อสารเพื่อหาข้อตกลงที่ทำให้ทั้งคุณและบริษัทได้ประโยชน์เพื่อหาจุดที่ลงตัว การเตรียมตัวที่ดีการศึกษาตลาดและมีทักษะการสื่อสารจะทำให้คุณมีความมั่นใจและพร้อมที่จะเจรจา ดังนั้น เปลี่ยนงานให้รุ่งไม่ใช่แค่ได้เงินเดือนสูงขึ้น แต่คือการได้ทำงานที่ใช่ในที่ที่ให้คุณค่ากับคุณอย่างแท้จริง
อมตะซิตี้ ระยอง ร่วมกับ สนง.นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง จัดกิจกรรมอบรม "การทำแค๊บหมู" ขึ้น หวังเพิ่มทักษะความรู้ด้านการประกอบอาชีพให้แก่ชุมชน และสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่รอบนิคมฯ อมตะ เพราะ "แค๊บหมู" เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการของตลาดสูงและสามารถผลิตขายได้ตลอดทั้งปี ทำให้ชุมชนมีรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยจัดอบรบให้กับชุมชนในตำบลมาบยางพร ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง โดยเชิญวิทยากรจากกลุ่มชุมชนนิคมบ่อวิน จ.ชลบุรี มาช่วยถ่ายทอดความรู้ คลิปวิดีโอ “ขั้นตอนการทำแค๊บหมู” นี้ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ที่สนใจในการทำแค๊บหมู สามารถทำตามขั้นตอนได้อย่างง่ายดาย สามารถทำขายเป็นอาชีพหรือทำทานเล่นที่บ้านได้ด้วยเช่นกัน คลิกลิงค์เพื่อดู “ขั้นตอนการทำแค๊บหมู”
อ่านเพิ่มเติม
Amata Jobs online เป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้ผู้ที่ต้องการหางานและนายจ้างที่ต้องการสรรหาบุคคลากรเข้าร่วมงานได้มาพบปะกันโดยตรงผ่านช่องทางการสื่อสารออนไลน์บนเว็บไซต์ของเรา ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับทุกๆ คน ได้ประหยัดเวลา ประหยัดค่าเดินทาง และในวันนี้เราได้รวบรวม 10 เทคนิคดีๆ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่ต้องการหางานโดยเฉพาะน้องๆ นักศึกษาที่จบใหม่และยังไม่มีประสบการณ์ในการสมัครงานหรือการสัมภาษณ์งานได้มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น มาดูกันเลยว่ามีเทคนิคดีๆ อะไรบ้าง1. ประหยัดเวลามากขึ้น เมื่อใช้เว็บไซต์ช่วยหางานในหลายๆ เว็บไซต์หางานมักจะมีตัวเลือกที่บอกว่า “Advanced Search” หรือตัวช่วยในการค้นหาขั้นสูง ที่เราสามารถใช้คำคีย์เวิร์ดในการค้นหางานที่ต้องการได้ เพียงแค่เราเลือกใส่ข้อความเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งบริษัท ชื่อบริษัท ตำแหน่งงาน ประเภทงานที่ต้องการ ฯลฯ2. สมัครงานทุกตำแหน่ง ไม่ใช่ความคิดที่ดีเราไม่ควรที่จะสมัครงานทุกตำแหน่งที่เจอ เพียงเพราะคิดว่าลองสมัครไปเถอะเผื่อได้ เราควรที่จะเลือกสมัครตำแหน่งที่เราต้องการหรือมีคุณสมบัติตรงกับที่บริษัทต้องการ ซึ่งจะมีโอกาสในการเรียกไปสมัภาษณ์มากกว่า การส่งเรซูเม่ไปแบบสุ่มๆ หรือทุกตำแหน่งงาน โดยก่อนที่เราจะลงมือการสมัครนั้นควรที่หางานและพิจารณางานนั้นให้ดีเสียก่อนว่าเรามีคุณสมบัติตรงหรือไม่ และเราอยากทำจริงๆ หรือเปล่า3. อย่าหยุดสมัครงาน ขณะที่รอผลสัมภาษณ์งานถึงแม้ว่าเราจะถูกเรียกไปสัมภาษณ์มาแล้วหลายบริษัท แต่ในเมื่อผลการสมัภาณ์ยังไม่ออกมา เราก็ไม่ควรที่จะรออยู่เฉยๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะได้งานนั้นหรือเปล่า ดังนั้นระหว่างที่กำลังรอผลอยู่นั้นเราก็สามารถที่จะสมัครงานไปได้เรื่อยๆ เพราะบางทีเราอาจจะได้งานที่ดียิ่งกว่าก็ได้4. ทำเรซูเม่ให้ตรงกับตำแหน่งงานที่เลือกนอกจากที่เราจะต้องดูคุณสมบัติของงานแล้วว่าตรงกับที่เรามีหรือไม่นั้น อีกหนึ่งสำคัญก็คือการทำเรซูเม่อย่างไรให้มีความโดดเด่น มีความน่าสนใจ ดังนั้นเราควรที่จะต้องปรับแต่ง/แก้ไขเรซูเม่ให้มีความเหมาะสมกับงานที่สมัครไปด้วย5. ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ประสบการณ์ทำงานทั้งหมดบางคนอาจจะมีประวัติการทำงานที่ค่อนข้างยาวหรือผ่านงานมาแล้วหลายที่ด้วยกัน ดังนั้นเราไม่ควรที่จะใส่ไปทั้งหมด เพราะอาจจะทำให้นางจ้างหรือบริษัทที่เราไปสมัครรู้สึกว่าเราไม่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครอยู่ก็อาจจะเป็นไปได้ เราควรที่คัดแต่ประสบการณ์การทำงานที่สำคัญหรือตรงกับงานที่เรากำลังจะสมัครนี้6. แต่งตัวให้เหมาะสมกับงานความประทับใจแรกของการสัมภาษณ์งานก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ในเรื่องอื่นๆ เลย และส่วนประกอบหลักที่สำคัญก็คือ การแต่งกาย ก่อนที่เราจะออกจากบ้านเราควรที่จะเช็คความเรียบร้อยของการแต่งกายด้วยว่าเหมาะสมกับตำแหน่งที่เราไปสมัครมาหรือเปล่า ที่สำคัญต้องแต่งออกมาแล้วดูเหมือนอาชีพด้วยนะ7. เป็นตัวของตัวเอง (เปิดเผยออกมาเลย)ในเวลาสัมภาษณ์งาน เราควรที่จะต้องเป็นตัวของตนเองให้ได้มากที่สุด เพราะว่านายจ้างเขาต้องการทราบว่าเขาจะสามารถคาดหวังอะไรได้จากเราบ้าง ดังนั้นเราควรที่จะต้องแสดงความจริงใจและเป็นต้วเอง รอยยิ้มแบบปลอมๆ และคำตอบแบบให้ผู้ฟังต้องการจ้างเรานั้นก็ควรที่จะลดลงไปบ้าง8. พูดถึงทักษะการทำงานของเราเป็นสิ่งที่ดีเมื่อนายจ้างถามคำถามในระหว่างการสัมภาษณ์งานอยู่นั้น ให้เราถ่ายทอดความเชี่ยวชาญและประสบการณ์การทำงานที่มีออกมาให้ได้มากที่สุด รวมถึงวิธีการจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันที่เคยเจดในการทำงานมาด้วย หรือวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เคยประสบมาด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้นายจ้างเห็นถึงวิธีการทำงานของเรา และสนใจที่จะจ้างเราในที่สุด9. อย่าพูดอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับนายจ้างเดิมในความเป็นจริงข้อผิดพลาดหลักๆ ในการสัมภาษณ์งานที่พบมากที่สุดก็คือ การที่เราพูดถึงนายจ้างเดิมในแง่มุมที่ไม่ดีหรือพูดสิ่งที่ไม่ดีออกมาเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้พูดถึงข้อดีเลย และนี่ก็จะทำให้เราสัมภาษณ์งานไม่ผ่านในทันที10. การสมัครงานที่เดิมมากกว่า 1 ครั้งไม่ใช่เรื่องผิดไม่เป็นอะไรเลยที่เราจะเลือกสมัครงานในฝันของตัวเองหลายๆ ครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการตอบกลับจากบริษัทที่เราต้องการ แต่มันกลับเป็นสิ่งช่วยผลักดันให้เราพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น เพื่อให้คุณสมบัติของเราตรงตามความต้องการของนายจ้างมากยิ่งขึ้นเมื่อเรารู้เทคนิคดีๆ เหล่านี้แล้วก็อย่าลืมนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเรามากที่สุด ขอให้ทุกคนโชคดีนะคะ.. ? ขอบคุณข้อมูลดีๆ : www.campus-star.com/
อ่านเพิ่มเติม
เผยผลสำรวจเทรนด์อาชีพซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในปี 66 “สายไอที” มาแรง เงินเดือนสูงสุดแตะ 2 แสน ชี้ “Cyber Security” เป็นสายงานที่ทั่วโลกต้องการและยังขาดแคลน ขณะที่ “YouTuber และ Influencer” คืออาชีพทำเงินมหาศาลของคนรุ่นใหม่วัยทำงาน ส่วน “ขายของออนไลน์” และ "ด้านการแพทย์" ยังไปได้ดี สายงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อย่าง “แอร์โฮสเตส-สจ๊วต-นักบิน-พนักงานโรงแรม-มัคคุเทศก์” กลับมาบูมอีกครั้ง “สตาฟอีเวนต์-สตาฟคอนเสิร์ต” อยู่ในช่วงโกยเงิน ด้าน “วิศวกรพลังงานทดแทน” กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น แต่ “พนักงานธนาคาร-ครูเอกชน-สายเมตาเวิร์ส” ต้องทำใจ เพราะอยู่ในช่วงขาลง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะยังไม่กระเตื้องมากนัก โดยคาดว่าจะขยายตัว 3.0-3.5% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ตลาดแรงงานของไทยในปีหน้ายังเติบโตแบบเปราะบาง ส่งผลให้หลายอาชีพเริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน แต่ในทางกลับกันมีหลายสาขาอาชีพซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมาก บริษัทต่างๆ พากันเสนอค่าตอบแทนในอัตราสูงลิ่วเพื่อแย่งชิงตัวหลายคนคงอยากรู้ว่าในปีหน้า อาชีพไหนรุ่ง? อาชีพไหนร่วง? จะได้ปรับตัวให้สามารถอยู่ได้ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ จากการตรวจสอบพบว่า อาชีพซึ่งตลาดแรงงานต้องการอย่างมากในปีหน้านั้นส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอาชีพในสายไอที บริการ การท่องเที่ยว และสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย 1.UX Designer (User Experience Designer) หรือนักออกแบบหน้าแอปพลิเคชัน ถือเป็นอาชีพมาแรงทางด้านไอทีอีกอาชีพหนึ่ง เพราะเมื่อแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น การออกแบบหน้าแอปพลิเคชันเพื่อให้ผู้ที่ใช้งานสามารถใช้งานได้สะดวก หรือเกิดความประทับใจต่อแอปพลิเคชันนั้นๆ จึงเป็นอาชีพซึ่งเป็นที่เป็นที่ต้องการของตลาด คนที่จะทำงานเกี่ยวกับ UX Designer แม้จะไม่จำเป็นต้องจบเฉพาะทางแต่จะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะในการแก้ปัญหา 2.Data Analyst (DA) หรือนักวิเคราะห์ข้อมูล เป็นงานที่นำข้อมูลของลูกค้ามาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ เช่น การหาข้อมูลธุรกิจเชิงลึก (Business Insight) เพื่อนำไปสนับสนุนการตัดสินใจ ต่อยอดในแผนกลยุทธ์ (Strategy) หรือแผนงานต่อๆ ไปตามความต้องการของลูกค้า โดย Data analytic เน้นการนำข้อมูลมาหา insight เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค แล้วนำมารายงานผ่าน Data report, Data dashboard ให้องค์กรเข้าใจข้อมูลง่ายขึ้น โดย Data Analyst เป็นงานที่ต้องอาศัยสัญชาตญาณทางธุรกิจ (Business Sense) ค่อนข้างมาก เพราะต้องเจอกับข้อมูล ความต้องการ และโจทย์ที่หลากหลายอยู่ตลอดเวลา 3.Data Scientist หรือนักวิทยาศาสตร์ ข้อมูลคืออาชีพที่กำลังมาแรงและเป็นที่ต้องการในโลกของการทำงานยุคใหม่ การทำงานหลักๆ จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลและนำมาพัฒนาเป็นโมเดล (Model) หรือเครื่องมือ (Tools) ที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ ช่วยทำนายผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ช่วยในการตัดสินใจ หรือการวางกลยุทธ์ขององค์กร เช่น สร้างระบบซื้อขายของออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อาชีพนี้เป็นที่ต้องการในตลาดทุกภาคส่วน 4.Edge Computing หรือผู้ดูแลระบบประมวลผล เป็นหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ โดย Edge Computing คือการประมวลผลที่โอนถ่ายศูนย์กลางการทำงานไปที่ขอบของเครือข่ายและนำพลังประมวลผลเข้ามาอยู่ใกล้กับข้อมูลให้มากที่สุด สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เช่น การประยุกต์ใช้กับแอปพลิเคชัน การใช้บังคับเครื่องจักร แอปพลิเคชันในรถยนต์ไฟฟ้า หรือการมอนิเตอร์ต่างๆ 5.Cyber Security หรือวิศวกรความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นอาชีพซึ่งเป็นที่ต้องการของทั่วโลก และยังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากมีแนวโน้มว่าความเสียหายจากภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 World Economic Forum คาดการณ์มูลค่าความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลกว่าจะสูงถึง 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 15% โดยอาชีพ Cyber Security มีหน้าที่หลักคือ คอยเฝ้าระวัง ควบคุม ปกป้องข้อมูล โปรแกรม เครือข่าย อุปกรณ์จากการถูกขโมยและโจมตีข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะฉะนั้นจึงต้องมีทักษะที่ครอบคลุมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพื่อจะได้รักษาความมั่นคงและปลอดภัยของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 6.E-commerce ค้าขายออนไลน์ เป็นอาชีพที่บูมมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สามารถเป็นได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม มีข้อดีคือไม่จำกัดวุฒิ สามารถสร้างรายได้อย่างไม่กำจัด และมีฐานลูกค้ากว้างมากทั้งในและต่างประเทศ สามารถขายผ่านสื่อออนไลน์ได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ facebook อินสตาแกรม Tiktok หรือแอปชอปปิ้งออนไลน์ต่างๆ 7.YouTuber และ Influencer หรือนักโฆษณาและรีวิวสินค้า เป็นหนึ่งในอาชีพทำเงินที่สร้างรายได้มหาศาลให้คนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุก็สามารถทำอาชีพนี้ได้เช่นกัน รายได้ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์และความขยันเป็นหลัก ขยันทำคอนเทนต์ ขยันลงคลิป เพื่อสร้างผู้ติดตาม เหมาะสำหรับคนที่มีทักษะในการพูดและการขาย มีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ สร้างจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง นอกจากนั้น รายได้ของเหล่า Youtuber และ Influencer ยังขึ้นอยู่กับความโด่งดังของบุคคลนั้นด้วย เพราะนอกจากจะมีรายได้จากเงินค่าโฆษณาที่เจ้าของแพลตฟอร์ม เช่น Youtube จ่ายให้แล้ว พวกเขายังมีรายได้จากการจ้างไปออกอีเวนต์ โชว์ตัว ไลฟ์สดในแพลตฟอร์มของตนเอง ซึ่งเรียกได้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในสายงานนี้นั้นมีรายได้เทียบชั้นดารา นักแสดง หรือเซเลบในวงการบันเทิงเลยทีเดียว 8.Marketing Analyst หรือเจ้าหน้าที่วิเคราะห์การตลาด ถือว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากในการขับเคลื่อนธุรกิจ เนื่องจากการวิเคราะห์ตลาดจะช่วยทำให้สามารถวางแผนการตลาดได้ดี และตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น เบื้องหลังความสำเร็จของสินค้าหรือบริการที่มีอยู่ในตลาดล้วนเกิดจากการวิเคราะห์ตลาด โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลที่สำคัญ เช่น ลูกค้า คู่แข่ง ซึ่งการจะวิเคราะห์ตลาดได้นั้นจะต้องเก็บข้อมูลการตลาดทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ อาชีพนี้ต้องเข้าใจทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและด้านการตลาด 9.Customer Service หรือพนักงานบริการลูกค้า เช่น พนักงานดูแลลูกค้า Call Center เป็นสายงานที่ไม่ต้องกลัว Ai มาแย่งงาน เพราะท้ายที่สุดแล้วลูกค้ายังอยากคุยกับพนักงานที่เป็นคนมากกว่าระบบตอบรับอัตโนมัติ คนที่จะรุ่งในสายงานด้านการบริการลูกค้าต้องเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์เก่ง รักงานบริการ ชอบทำงานกับคน และมีเอเนอร์จีบวกอยู่เสมอ 10.อาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย หลายฝ่ายประเมินตรงกันว่าในปี 2566 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทำให้อาชีพที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยว เช่น นักบิน แอร์โฮสเตส สจ๊วต ซึ่งทำงานในสายการบินต่างๆ พนักงานโรงแรม มัคคุเทศก์ ตลอดจนภาคการขนส่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก และอาจถึงขั้นขาดแคลน ยิ่งถ้านักท่องเที่ยวจีนกลับมา เชื่อว่ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2566 จะกลับมาอย่างมหาศาล จึงถือว่าในปีหน้าอาชีพด้านการท่องเที่ยวจะกลับมารุ่งอย่างแน่นอน 11.Financial Manager หรือผู้บริหารการเงิน มีหน้าที่จัดการวางแผนในเรื่องของการเงินในบริษัทใหญ่ๆ หรือในธนาคาร เป็นคนที่คอยดูแลเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายของบริษัทเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะทางในด้านเศรษฐศาสตร์ มีความละเอียดรอบคอบ มีความรู้ความสามารถในการทำงานเป็นทีม 12.งานด้านการแพทย์ เช่น หมอ พยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ จิตแพทย์ นักกายภาพบำบัด เป็นอาชีพที่ไม่มีทางตกงานอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันแม้มนุษย์เงินเดือนจะไม่ป่วยหนักแต่ก็มักเป็นโรคฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรม บ้างมีภาวะเครียดทำให้เป็นโรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรค imposter syndrome จากสภาพสังคมที่กดดันมากขึ้น สายงานนี้จึงเป็นที่ต้องการและค่อนข้างขาดแคลน 13.วิศวกรด้านพลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ เป็นสาขาอาชีพซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากผลกระทบของสงครามระว่างประเทศ และปริมาณก๊าซธรรมชาติและน้ำมันซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วหมดไปกำลังร่อยหรอลงทุกที ทำให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น วิศวกรด้านนี้จึงเป็นที่ต้องการของตลาด 14.งานสตาฟอีเวนต์ และสตาฟคอนเสิร์ต ในปี 2566 เป็นปีที่จะมีการจัดงานอีเวนต์ และคอนเสิร์ตกันอย่างคึกคัก หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย รัฐบาลอนุญาตให้มีการจัดงานที่มีการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมาก งานอีเวนต์ และคอนเสิร์ตของศิลปินต่างๆ ที่ถูกยกเลิกหรือเลื่อนไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสามารถกลับมาจัดได้ อีเวนต์ และคอนเสิร์ตที่อั้นมานานจึงพาเหรดกันจัดงานแบบติดๆ ซึ่งนอกจากครีเอทีฟและโปรดิวเซอร์ที่สร้างสรรค์งานอีเวนต์ และคอนเสิร์ตแล้ว ตำแหน่งงานซึ่งเป็นที่ต้องการจำนวนมากคือทีมสตาฟ ซึ่งงานสตาฟนั้นแม้จะเป็นงานพาร์ตไทม์ที่จ้างกันเป็นจ๊อบ จ่ายค่าจ้างเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ แต่ก็จัดว่าเป็นอาชีพที่รายได้ดีทีเดียว ส่วนอาชีพซึ่งตลาดแรงงานต้องการน้อยลงและมีแนวโน้มจะถูกปรับลดในปี 2566 ได้แก่ 1.พนักงานธนาคาร เนื่องจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยหันมาทำธุรกรรมการเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กันมากขึ้นและมีแนวโน้มจะก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด โดยการทำรายการด้านการเงิน ไม่ว่าจะรับเข้า หรือจ่ายออก แทบทุกอย่างทำรายการผ่านอินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชัน บัตรเครดิต/บัตรเดบิต พร้อมเพย์ ทำให้การบริการโดยพนักงานซึ่งอยู่ประจำธนาคารสาขาต่างๆ มีความจำเป็นน้อยลง ส่งผลให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาธนาคารต่างๆ พากันประกาศปิดสาขาและเลิกจ้างพนักงานไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปี 2566 แนวโน้มก็ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป 2.สายงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง หรือเมตาเวิร์ส (metaverse) เนื่องจากที่ผ่านมา เมตาเวิร์สยังไม่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ใช้บริการมากนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นเทคโนโลยีที่มาเร็วเกินไป ยังไม่ถึงเวลา ต้องรออีก 3-4 ปี หรืออาจต้องทบทวนว่าเมตาเวิร์สควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ล่าสุด เมื่อเดือน พ.ย.2565 มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก ในฐานะซีอีโอบริษัท Meta เจ้าของโปรเจกต์ใหญ่ Metaverse ได้ประกาศปลดพนักงานถึง 11,000 คน หรือคิดเป็น 13% ของบริษัท โดยเขายอมรับความผิดพลาดในการตัดสินใจลงทุนและชี้ว่าปัญหาขณะนี้เกิดจากตลาดโฆษณาที่อยู่ในช่วงขาลง 3.พนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้มากขึ้น จึงอาจมีการปรับลดพนักงานโรงงานลง ขณะเดียวกัน พนักงานเหล่านี้ต้องหันมาพัฒนาทักษะในการบังคับหุ่นยนต์มากขึ้น อย่างไรก็ดี ในปี 2566 ลูกจ้างโรงงานยังพอใจชื้นได้บ้าง เนื่องจากจากการสำรวจพบว่านายจ้างมากกว่าครึ่ง คือ 53% ของนายจ้างในไทยยังไม่มีนโยบายในการปรับเปลี่ยนกรอบอัตรากำลังพนักงานในปี 2566 และนายจ้างราว 22% ต้องการเพิ่มจำนวนพนักงาน ในขณะที่มีเพียง 4% ที่ระบุว่าจะลดจำนวนพนักงานลง 4.ครูโรงเรียนเอกชน เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ที่ยืดเยื้อส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจดิ่งเหว กระทบต่อทุกธุรกิจ แต่ที่หนักที่สุดคือภาคการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชน เพราะผู้ปกครองของนักเรียนจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาการว่างงาน หรือรายได้ลดลงจึงไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายได้จึงย้ายเด็กไปเรียนในโรงเรียนรัฐบาลแทน ส่งผลจำนวนเด็กนักเรียนในโรงเรียนเอกชนลดลงอย่างมาก ซึ่งในปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเอกชนทั่วประเทศมีเด็กนักเรียนลดลงเกือบ 100,000 คน ส่งผลให้ตลอดระยะเวลาตลอด 3 ปีผ่านมา โรงเรียนเอกชนทยอยปิดกิจการลง โดยมีการประกาศปิดโรงเรียนไปแล้วมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ เมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัวลง ครูโรงเรียนเอกชนก็ถูกเลิกจ้างตามไปด้วย ขอขอบคุณข่าวสารและข้อมูลจาก www.mgronline.com
อ่านเพิ่มเติม